Possessive Pronouns
Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ )
คือสรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้
mine
ours
yours
his
hers
its
theirs
The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน
This is yours. อันนี้ของคุณ
His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว
Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ
possessive pronouns มึความหมายเหมือน possessive adjectives
แต่หลักการใช้ต่างกัน
This is my book. นี่คือหนังสือของฉัน
( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )
This book is mine. หนังสือนี้เป็นของฉัน
( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์
( complement) ของคำกริยา is )
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
there is/there are
There is ใช้กับ noun ที่นับไม่ได้หรือไม่ได้นับ หรือนับเป็นหนึ่ง
There is one dog in my house.
There is a lot of water in the lake.
There is a lot of money in the bank.
หมามีตัวเดียวนับได้ น้ำมีมากนับไม่ได้ เงินนับได้แต่ไม่ได้นับ
There are 200 litres of water in the tank.
อันนี้นับได้
There are ใช้กับนามที่เป็นพหูพจน์
There are three cats in my house.
There are some students who do not like to study.
There are many people who like mangoes with glutinous rice. (มะม่วงกับข้าวเหนียว)
Some / Any - บ้าง , จำนวนหนึ่ง
การใช้ Some
1. วางหน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์
2. วางหน้าคำนามนับไม่ได้ จะอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ
3. ใช้ในประโยคบอกเล่า
ตัวอย่าง
I have some oranges. ฉันมีส้มจำนวนหนึ่ง
Nipa gives me some cake. นิภาให้เค้กฉันจำนวนหนึ่ง
Some children are in the classroom. นักเรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในห้องเรียน
There is some water in the glass. มีน้ำอยู่ในแก้วบ้าง
การใช้ Any
1. วางหน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์
2. วางหน้าคำนามนับไม่ได้
3. ใช้ในประโยคคำถาม
4. ใช้ในประโยคปฏิเสธ
ตัวอย่าง
Is there any milk in the glass? มีนมอยู่ในแก้วบ้างไหม
No,there isn't any. ไม่มีเลย
Do you have any pens? คุณมีปากกาบ้างไหม
No,I haven't any. ฉันไม่มีเลย
There are not any fruits in the basket.ไม่มีผลไม้อยู่ในตะกร้าเลย
He has not any notebooks. เขาไม่มีสมุดเลย
Pramot doesn't have any brothers. ปราโมทย์ไม่มีน้องชายเลย
There is one dog in my house.
There is a lot of water in the lake.
There is a lot of money in the bank.
หมามีตัวเดียวนับได้ น้ำมีมากนับไม่ได้ เงินนับได้แต่ไม่ได้นับ
There are 200 litres of water in the tank.
อันนี้นับได้
There are ใช้กับนามที่เป็นพหูพจน์
There are three cats in my house.
There are some students who do not like to study.
There are many people who like mangoes with glutinous rice. (มะม่วงกับข้าวเหนียว)
Some / Any - บ้าง , จำนวนหนึ่ง
การใช้ Some
1. วางหน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์
2. วางหน้าคำนามนับไม่ได้ จะอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ
3. ใช้ในประโยคบอกเล่า
ตัวอย่าง
I have some oranges. ฉันมีส้มจำนวนหนึ่ง
Nipa gives me some cake. นิภาให้เค้กฉันจำนวนหนึ่ง
Some children are in the classroom. นักเรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในห้องเรียน
There is some water in the glass. มีน้ำอยู่ในแก้วบ้าง
การใช้ Any
1. วางหน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์
2. วางหน้าคำนามนับไม่ได้
3. ใช้ในประโยคคำถาม
4. ใช้ในประโยคปฏิเสธ
ตัวอย่าง
Is there any milk in the glass? มีนมอยู่ในแก้วบ้างไหม
No,there isn't any. ไม่มีเลย
Do you have any pens? คุณมีปากกาบ้างไหม
No,I haven't any. ฉันไม่มีเลย
There are not any fruits in the basket.ไม่มีผลไม้อยู่ในตะกร้าเลย
He has not any notebooks. เขาไม่มีสมุดเลย
Pramot doesn't have any brothers. ปราโมทย์ไม่มีน้องชายเลย
Auxiliary Verbs กริยาช่วย หรือ กริยานุเคราะห์
be ได้แก่is, am, are, was, were แปลว่า"เป็น, อยู่, คือ"be เป็นรูปเดิมเมื่อกระจายรูปจะได้เป็น is,am,are เปลี่ยนเป็นช่องที่สองคือ was were และเปลี่ยนเป็นช่องที่สามคือ
been ใช้กับPresent tense (ปัจจุบันกาล)
is ใช้กับประธานเอกพจน์am ใช้กับประธานคำว่า I
are ใช้กับประธานพหูจน์ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
was ใช้กับประธานเอกพจน์
were ใช้กับประธานพหูพจน์
be ทำหน้าที่
1.ช่วยกริยาตัวอื่นในประโยค continuoustense และประโยค Passive voice
They are watching TV.
She was writing to her parents.
A dog was killed by bad man.
2.ใช้กับประโยคที่มีคำนาม (noun) หรือคำคุณศัพท์(adjective) ตามหลัง
We are students.
3.ใช้กับประโยคขอร้องและคำสั่ง(ในรูปของ be) ได้แก่
Be careful! Be gentle!
do ได้แก่do, does, did
ใช้กับ Present tense(ปัจจุบันกาล)
does ใช้กับประธานเอกพจน์
do ใช้กับประธานพหูพจน์ใช้กับPast tense (อดีตกาล)
did ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์
doใช้กับ presentSimple หรือ past Simple เมื่อเราต้องการเปลี่ยนจากประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ
ตัวอย่างdoใช้กับ present Simple
-ประโยคบอกเล่า She goes to school by bus.
-ประโยคปฏิเสธ Shedoesn't go to school by bus.
-ประโยคคำถาม Doesshe go to school by bus?
ตัวอย่าง doใช้กับ past Simple
-ประโยคบอกเล่า Jeff went to the post office yesterday.
-ประโยคปฏิเสธ Jeffdidn't go to the post office yesterday.
-ประโยคคำถาม Did Jeffgo to the post office yesterday?
หมายเหตุ: เมื่อเอา Verb to do เข้ามาช่วยกริยาจะต้องเป็นช่องที่1เสมอ
have ได้แก่has, have, had
Hasใช้กับประธานเอกพจน์
have ใช้กับประธานพหูพจน์
had ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และพหูพจน์
1. have ในรูปของ past1. เราจะใช้กับPresentPerfect Tense และ Past Perfecttense เช่น
Jim has seen the rainbow.
Jim hasn't seen the rainbow.
Has Jim seen therainbow?
They have watched the TV.
They haven't watched the TV.
Have they watched the TV?
2. have ที่เป็นกริยาแท้แปลว่า"มี" "รับประทาน"เช่น
I have a new dress.
I have lunch early every day.
เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธและคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
We don't have a new dress.
Do we have a new dress?
been ใช้กับPresent tense (ปัจจุบันกาล)
is ใช้กับประธานเอกพจน์am ใช้กับประธานคำว่า I
are ใช้กับประธานพหูจน์ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
was ใช้กับประธานเอกพจน์
were ใช้กับประธานพหูพจน์
be ทำหน้าที่
1.ช่วยกริยาตัวอื่นในประโยค continuoustense และประโยค Passive voice
They are watching TV.
She was writing to her parents.
A dog was killed by bad man.
2.ใช้กับประโยคที่มีคำนาม (noun) หรือคำคุณศัพท์(adjective) ตามหลัง
We are students.
3.ใช้กับประโยคขอร้องและคำสั่ง(ในรูปของ be) ได้แก่
Be careful! Be gentle!
do ได้แก่do, does, did
ใช้กับ Present tense(ปัจจุบันกาล)
does ใช้กับประธานเอกพจน์
do ใช้กับประธานพหูพจน์ใช้กับPast tense (อดีตกาล)
did ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์
doใช้กับ presentSimple หรือ past Simple เมื่อเราต้องการเปลี่ยนจากประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธ
ตัวอย่างdoใช้กับ present Simple
-ประโยคบอกเล่า She goes to school by bus.
-ประโยคปฏิเสธ Shedoesn't go to school by bus.
-ประโยคคำถาม Doesshe go to school by bus?
ตัวอย่าง doใช้กับ past Simple
-ประโยคบอกเล่า Jeff went to the post office yesterday.
-ประโยคปฏิเสธ Jeffdidn't go to the post office yesterday.
-ประโยคคำถาม Did Jeffgo to the post office yesterday?
หมายเหตุ: เมื่อเอา Verb to do เข้ามาช่วยกริยาจะต้องเป็นช่องที่1เสมอ
have ได้แก่has, have, had
Hasใช้กับประธานเอกพจน์
have ใช้กับประธานพหูพจน์
had ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และพหูพจน์
1. have ในรูปของ past1. เราจะใช้กับPresentPerfect Tense และ Past Perfecttense เช่น
Jim has seen the rainbow.
Jim hasn't seen the rainbow.
Has Jim seen therainbow?
They have watched the TV.
They haven't watched the TV.
Have they watched the TV?
2. have ที่เป็นกริยาแท้แปลว่า"มี" "รับประทาน"เช่น
I have a new dress.
I have lunch early every day.
เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธและคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
We don't have a new dress.
Do we have a new dress?
การทักทาย(Greeting)
การทักทาย(Greeting)
โดยปกติเมื่อคนไทยพบกันจะกล่าวคำว่า"สวัสดี" ซึ่งเป็นคำทักทาย แต่ในภาษาอังกฤษการทักทาย
จำต้องใช้แตกต่างกันออกไปตามแต่เวลาที่พบปะกัน เช่น
1.Good morning -สวัสดีตอนเช้า ใช้ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวันและใช้กับผู้ใดก็ได้
2.Good afternoon -สวัสดีตอนบ่าย ใช้ตั้งแต่หลังเวลาอาหารกลางวัน คือหลังเที่ยงไปจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น
3.Good evening -สวัสดีตอนค่ำ ใช้ตั้งแต่หลัง 6 โมงเย็นไปแล้วจนถึงเวลากลางคืน
4.Hello -ใช้เฉพาะกับเพื่อนสนิท หรือทักทายแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่จำกัดเวลา
5.Hi-ใช้เฉพาะกับคนที่เราสนิทมาก โดยไม่จำกัดเวลาเช่นกัน
6.How do you do? -คำนี้เป็น คำทักทายเช่นกันแต่ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อยเหมือนคำทักทายต้น ๆ แต่ก็ยังมีใช้ให้ได้ยินอยู่บ่อย
และก็ไม่ได้นำกัดเวลาใช้ คำทักทายนี้จะใช้กับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น และจะอยู่ในรูปของประโยคคำถามซึ่งไม่ต้องการคำตอบ
และเมื่อถูกทักทายว่า How do you do? เราก็ต้องกล่าวตอบว่า How do you do? เช่นเดียวกัน
*****ในภาษาอังกฤษหลังจากที่ทักทายกันด้วยคำว่า "สวัสดี"แล้วก็จะถามถึงสุขภาพของอีกฝ่ายหนึ่งทันที
และถือเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นด้วยและคำที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ
How are your?(คุณเป็นอย่างไรบ้าง)
หลังจากที่ทักทายและถามถึงสุขภาพแล้ว ฝ่ายผู้ตอบก็จะต้องตอบในลักษณะนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
1. Fine, thanks. How are you? (สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไร)
2. Very well, thank you, and you? (สบายดีมากเลย ขอบคุณแล้วคุณล่ะ)
3. OK thank and you?(โอเคครับ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ)
***** กรณีที่เราไม่สบายจริงๆ เช่น เป็นหวัด ปวดหัว ปวดฟัน เราอาจจะตอบว่า
4.Not so well, I have a cold. How are you?(ผมไม่ค่อยสบาย ผมเป็นหวัด แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง)
ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งตอบมาว่า ไม่สบายด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรจะตอบตามมารยาทว่า
1.I am sorry to hear it.(ผมเสียใจที่ได้ทราบเช่นนั้น)
2.That's too bad.(นั่นเป็นเรื่องแย่มากเลย)
3. I hope you feel better.(ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น)
ตัวอย่างบทสนทนา
Thanapol: Good morning, Mr. Aslin.
Aslin : Good morning, Khun Thanapol.
Thanapol: How are you this morning?
Aslin : Fine, thanks, and you?
Thanapol: Very well, thank you.
Aslin : Nice day isn't it? Thanapol: It certainly is.
โดยปกติเมื่อคนไทยพบกันจะกล่าวคำว่า"สวัสดี" ซึ่งเป็นคำทักทาย แต่ในภาษาอังกฤษการทักทาย
จำต้องใช้แตกต่างกันออกไปตามแต่เวลาที่พบปะกัน เช่น
1.Good morning -สวัสดีตอนเช้า ใช้ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงวันและใช้กับผู้ใดก็ได้
2.Good afternoon -สวัสดีตอนบ่าย ใช้ตั้งแต่หลังเวลาอาหารกลางวัน คือหลังเที่ยงไปจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น
3.Good evening -สวัสดีตอนค่ำ ใช้ตั้งแต่หลัง 6 โมงเย็นไปแล้วจนถึงเวลากลางคืน
4.Hello -ใช้เฉพาะกับเพื่อนสนิท หรือทักทายแบบไม่เป็นทางการ โดยไม่จำกัดเวลา
5.Hi-ใช้เฉพาะกับคนที่เราสนิทมาก โดยไม่จำกัดเวลาเช่นกัน
6.How do you do? -คำนี้เป็น คำทักทายเช่นกันแต่ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อยเหมือนคำทักทายต้น ๆ แต่ก็ยังมีใช้ให้ได้ยินอยู่บ่อย
และก็ไม่ได้นำกัดเวลาใช้ คำทักทายนี้จะใช้กับคนที่พบหรือรู้จักกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น และจะอยู่ในรูปของประโยคคำถามซึ่งไม่ต้องการคำตอบ
และเมื่อถูกทักทายว่า How do you do? เราก็ต้องกล่าวตอบว่า How do you do? เช่นเดียวกัน
*****ในภาษาอังกฤษหลังจากที่ทักทายกันด้วยคำว่า "สวัสดี"แล้วก็จะถามถึงสุขภาพของอีกฝ่ายหนึ่งทันที
และถือเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นด้วยและคำที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ
How are your?(คุณเป็นอย่างไรบ้าง)
หลังจากที่ทักทายและถามถึงสุขภาพแล้ว ฝ่ายผู้ตอบก็จะต้องตอบในลักษณะนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
1. Fine, thanks. How are you? (สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไร)
2. Very well, thank you, and you? (สบายดีมากเลย ขอบคุณแล้วคุณล่ะ)
3. OK thank and you?(โอเคครับ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ)
***** กรณีที่เราไม่สบายจริงๆ เช่น เป็นหวัด ปวดหัว ปวดฟัน เราอาจจะตอบว่า
4.Not so well, I have a cold. How are you?(ผมไม่ค่อยสบาย ผมเป็นหวัด แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง)
ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งตอบมาว่า ไม่สบายด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรจะตอบตามมารยาทว่า
1.I am sorry to hear it.(ผมเสียใจที่ได้ทราบเช่นนั้น)
2.That's too bad.(นั่นเป็นเรื่องแย่มากเลย)
3. I hope you feel better.(ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น)
ตัวอย่างบทสนทนา
Thanapol: Good morning, Mr. Aslin.
Aslin : Good morning, Khun Thanapol.
Thanapol: How are you this morning?
Aslin : Fine, thanks, and you?
Thanapol: Very well, thank you.
Aslin : Nice day isn't it? Thanapol: It certainly is.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
